Saturday, March 10, 2012

บ้าจริง


ผมมาถึงมิวนิกราวเดือนเมษายนปี 2008 ในวันที่ฟ้าหม่นๆเหมือนวันนี้ในปี 2012

จิตใจของผมวุ่นวายสับสนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ผมมาที่นี่ ไปที่โน้น ทำสิ่งต่างๆมากมาย

ชีวิตผมเหมือนเพิ่งคลานออกมาจากเครื่องซักผ้าขนาดใหญ่ที่ผมถูกเขย่าอยู่ในนั้นมาตั้งแต่ 2008

มันบ้าฉิบหายชีวิตนี้ พอได้สติผมเลยกลับมาที่ที่ผมเคยอยู่ ที่บล็อกแห่งนี้

มันเหมือนบ้านที่มุงด้วยฟางหลังเล็กๆที่ผมเคยอยู่

ให้ตายเถอะ ผมเหนื่อยสัตว์ๆ ที่เยอรมันผมแทบไม่ได้เป็นตัวของตัวเองเลย
หัวใจเย็นๆผมหายไปไหนไม่รู้ เหลือแต่ใจดวงร้อนๆผ่าวๆ

ภาษากวีของผมกลายเป็นภาษาแข็งๆ

ผมอ้วนขึ้นเป็นตัน

กลายเป็นคนใจร้อน

มองโลกในแง่ร้ายกว่าเดิมมาก

เอาชีวิตของผมคืนมา

ไร้รูป ไร้ตน พเนจร เจ้าสำราญ
กลายเป็น เรื้อนรูป แล้งตน คนจร เจ้าทุกข์ ไปเสียฉิบ

โอ้ มายกอด มายหลอดบุดดา

-----------------

อย่างไรก็ได้กลับมาบ้านแล้ว
พักสักแปปเดี็๋ยวคงดีเอง

บุญรักษา ชีวาสดชื่น

Wednesday, October 26, 2011

จริง



นานแค่ไหนที่เราล้วนดำรงอยู่ แต่ฝุ่นฝ่าของกาลเวลาปิดบังดวงตาของเราไว้
เมื่อฝุ่นนคลีจางหาย ท้องฟ้าง่ายงามก็ปรากฎเบื้องหน้าเรา

ไร้รูป ไร้ตน พเนจร เจ้าสำราญ

ในโลกความจริง

Tuesday, March 02, 2010

กร้าน


ใบไม้ที่ต้องแดดต้องลมมาได้ระยะย่อมมิอาจคงความเขียวสดใส
ฝุ่นไคลอาจเกาะกุม พร้อมผิวพื้นที่หยาบกร้านลง บางทีเบาใบอาจเหี่ยงเหี้ยว
และปลิดปลิวร่วงรายลงพื้น

ชะตากรรมของใบไม้ อันแหลกลาญรานร้าว

หลายครั้งที่ผ่านมากับเหตุการณ์หลากหลายที่ผ่านมากระทบ
ผมนั่งสังเกตใจตนเองว่ามันชักจะหยาบกร้านขึ้น
บางทีการที่เราอ่อนไหว ไว้ใจ อาจนำพาเราไปพบกับเหตุการณ์ที่นำความเศร้ามาสู่ใจ
ไม่ว่าเราจะเป็นผู้กระทำหรือถูกกระทำ
บางทีก็ไม่อาจกล่าวได้ถนัดนักว่าใครเป็นผู้กระทำหรือผู้ถูกกระทำกันแน่
เพราะสัจจะมันซับซ้อนหรือง่ายดายเกินกว่าจะแบ่งแยกได้

ใจที่กร้านขึ้น มันแข็งๆ มันรับรู้สัมผัสต่างๆได้น้อยลง
มันเย็นชา ร้อนหนาวน้อยลง เลือดเย็นมากขึ้น

มันเหมือนอยู่ในโลกไร้ฤดู

บางทีผมกลับชอบให้น้ำตาไหล
มากกว่าการไม่รู้สึกรู้สม

บางทีผมชอบรการะเบิดหัวเราะได้ดังๆ
มากกว่าการทำขรึมเพื่อให้ดูดีมารยาท

โลกเราสอนให้เราเย็นชา
ไปพร้อมๆกับส่งเหตุการณ์มาทุบตีหัวใจให้ร้านร้าว
จนกลายเป็นความด้านชา

ชะตากรรมของจิตใจบางทีก็ไม่ต่างจากใบไม้

ผลิใบ

เขียวสด

ฉาบฝุ่นไคล

แห้งเหี่ยว

ปลิดปลิว

.........

ในหนทางแห่งความหยาบกร้าน

ผมหวังว่าใจจะไม่ยอมแพ้

ต้องอดทนชำระล้าง

เพื่อให้ใจกลับมาสดใสเหมือนยามอรุ่ณรุ่ง

........

และบางที ในความหยาบกร้าน

อาจหมายถึง การเกิดใหม่

การผลิใบของสิ่งที่ใหม่สดกว่า

ผมคงได้แต่เฝ้าดู ยอมรับ

ตามที่มันเป็น

Friday, December 11, 2009

ที่มาของระบบทุนนิยมสามานย์


.บทความโดย เศรษฐกรอาวุโสธนาคารโลก ดร.ไสว บุญมา
........................

ทุนนิยมถูกประณามบ่อยขึ้นเพราะยุคนี้โลกมีระบบเศรษฐกิจที่ใช้กันโดยทั่วไปเพียงระบบเดียว การพักชำระหนี้ของกลุ่มดูไบเวิลด์เมื่อสัปดาห์ก่อนมีผู้วิจารณ์ว่ามาจากความสามานย์ของระบบทุนนิยม แต่ผู้ตราทุนนิยมว่าสามานย์ดูจะไม่ค่อยรู้ที่มาที่ไปของระบบทุนนิยมและอะไรทำให้มันชั่วช้าจนเข้าขั้นสามานย์ จึงขอนำประวัติของระบบทุนนิยมมาเล่าคร่าวๆ เพื่อเป็นฐานสำหรับการพิจารณาแบบใช้ทั้งสติและปัญญาว่ามันสามานย์จริงหรือไม่

“ทุนนิยม” หมายถึงระบบสังคมและเศรษฐกิจที่ปัจจัยในการผลิตส่วนใหญ่เป็นของเอกชนซึ่งมุ่งแสวงหากำไรโดยใช้ตลาดเสรีเป็นตัวชี้นำเรื่องการลงทุน การผลิต การจำหน่าย พร้อมทั้งการตั้งราคาสินค้าและบริการ บุคคลและนิติบุคคลมีสิทธิและอิสระที่จะขายที่ดิน แรงงาน สินค้าและบริการโดยผ่านการใช้เงิน ส่วนประกอบต่างๆ ของระบบทุนนิยมมีมาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลรวมทั้งในสังคมไทยด้วย

เรื่องนี้มีการยืนยันทางประวัติศาสตร์และจากข้อความในศิลาจารึกที่ว่า “ใครใคร่ค้าช้างค้า ค้าม้าค้า” ส่วนประกอบต่างๆ ได้รับการรวมหลอมให้เป็นแนวคิดทางเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบขึ้นในเกาะอังกฤษเมื่อราว 500 ปีที่ผ่านมา เมื่อระบบศักดินาค่อยๆ เสื่อมลงในสังคมตะวันตก หลังจากนั้นระบบทุนนิยมก็แพร่ขยายออกไปในยุโรปและส่วนอื่นของโลก มันเป็นระบบที่สังคมส่วนใหญ่ใช้ในระหว่างการปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อราว 240 ปีที่แล้ว

ในช่วงเวลาราว 500 ปีที่กล่าวถึงนั้น แนวคิดเรื่องทุนนิยมพัฒนาอยู่ตลอดเวลาและวิวัฒน์มาเป็นระบบที่เรียกกันว่า “เศรษฐกิจแบบผสม” ในปัจจุบัน นั่นคือ สังคมต่างๆ นำส่วนประกอบของระบบเศรษฐกิจหลายระบบมาผสมกันตามที่เห็นว่ามันเหมาะสมกับสังคมของตน โดยเฉพาะการให้รัฐมีบทบาทในการเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการอันเป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบสังคมนิยม ฉะนั้นทุกประเทศจึงมักมีรัฐวิสาหกิจ ส่วนจะมีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับปรัชญาของแต่ละประเทศ ระบบทุนนิยมวิวัฒน์ไปตามแนวคิดของปราชญ์ในเกาะอังกฤษเป็นส่วนใหญ่

ในจำนวนนี้ผู้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในตอนต้นๆ ได้แก่ อดัม สมิธ ผู้รวมแนวคิดของเขาไว้ในหนังสือชื่อ The Wealth of Nations ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2319 อันเป็นช่วงที่กรุงธนบุรีเป็นราชธานีของไทย แนวคิดของเขาวางอยู่บนฐานของความเชื่อมั่นในการมีประสิทธิภาพของการแบ่งงานกันทำของระบบตลาดเสรีที่นายทุนมีบทบาทสำคัญ ฉะนั้นรัฐควรจะมีบทบาทน้อยที่สุด เรื่องประสิทธิภาพของการแบ่งงานกันทำนี้ กวีเอกสุนทรภู่ซึ่งมีชีวิตอยู่ในยุคนั้นก็ยืนยันไว้ในบทกลอนที่ว่า “รู้อะไรรู้กระจ่างแต่อย่างเดียว แต่ให้เชี่ยวชาญเถิดจะเกิดผล”

ระบบทุนนิยมถูกกล่าวหาว่าก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและจะนำไปสู่การต่อสู้กันระหว่างคนสองชนชั้นคือ ชั้นนายทุนและชั้นกรรมกร จนในที่สุดสังคมจะล่มสลาย คาร์ล มาร์กซ์ เห็นว่าถ้าจะแก้ปัญหานี้ สังคมต้องแทนที่ระบบทุนนิยมด้วยระบบคอมมิวนิสต์เช่นเดียวกับระบบทุนนิยมเข้าไปแทนที่ระบบศักดินา เขารวมแนวคิดของเขาพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือชื่อ Communist Manifesto เมื่อปี 2391 ในระบบคอมมิวนิสต์ เอกชนไม่มีสิทธิเป็นเจ้าของปัจจัยในการผลิตและจำหน่ายสินค้าและบริการ สิ่งเหล่านั้นเป็นของรัฐซึ่งเป็นผู้ออกคำสั่งว่าจะผลิตอะไร อย่างไร มากน้อยแค่ไหนและเพื่อใคร สังคมแรกที่นำระบบนี้มาใช้คือรัสเซียหลังการล้มระบบกษัตริย์เมื่อปี 2460 อันเป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้กันของแนวคิด 2 ขั้วใหญ่ที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “สงครามเย็น”

ต่อมาระบบทุนนิยมตามแนวคิดในขั้วของอดัม สมิธ ถูกกล่าวหาว่าไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้หมดไปได้ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับการว่างงานและภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ในช่วงหลังปี 2473 จอห์น เมนาร์ด เคนส์ เสนอว่าถ้าจะแก้ปัญหาดังกล่าว รัฐต้องมีบทบาทมากขึ้น เช่น ลดอัตราดอกเบี้ย ลดภาษีและทำงบประมาณขาดดุล เขารวมแนวคิดของเขาพิมพ์เป็นหนังสือชื่อ The General Theory of Employment, Interest, and Money ออกมาเมื่อปี 2479

แม้แนวคิดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ จะถูกท้าทายจากปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์อยู่เรื่อยๆ แต่ในปัจจุบันมันเป็นฐานของการบริหารจัดการเศรษฐกิจทั่วโลกยกเว้นในเกาหลีเหนือและคิวบาเท่านั้น เนื่องจากโลกกำลังเผชิญกับปัญหาหนักหนาสาหัส ระบบทุนนิยมจึงถูกกล่าวหาว่าเป็นต้นเหตุ การกล่าวหาเช่นนี้ไม่ใช่ของใหม่และเป็นไปในแนวของคาร์ล มาร์กซ์ และพรรคพวกซึ่งเสนอทางแก้ไขไว้แล้วอย่างเป็นระบบ

อย่างไรก็ตามผู้นำระบบของเขาไปใช้อย่างจริงจังรวมทั้งประเทศมหาอำนาจ เช่น สหภาพโซเวียตและสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้พิสูจน์แล้วว่ามันไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน ตรงข้ามมันกลับทำให้ปัญหาหนักหนาสาหัสยิ่งขึ้นจนสหภาพโซเวียตแตกสลายไปเมื่อปี 2534 ส่วนจีนได้เปลี่ยนมาใช้ระบบนายทุนแบบผสมและสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้จนกลายเป็นดาราของโลกอยู่ในปัจจุบัน

ผู้ที่ยังคิดว่าระบบคอมมิวนิสต์จะแก้ปัญหาของโลกได้ต้องไปอยู่ในเกาหลีเหนือและคิวบา บางทีความอดอยากจะทำให้มองเห็นต้นตอของปัญหาใหญ่ซึ่งได้แก่การขาดอิสรภาพ นอกจากนั้นในระหว่างที่ถูกนำไปใช้ ระบบคอมมิวนิสต์ได้แสดงให้เห็นอย่างแจ้งชัดแล้วว่ามันไม่สามารถลบล้างความแตกต่างระหว่างชนชั้นได้ นั่นคือ ประชาชนทั่วไปซึ่งเป็นแรงงานไม่มีอิสรภาพ กับชนชั้นปกครองซึ่งมีอภิสิทธิ์ในเกือบทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต่างกับนายทุนที่ร่ำรวยในระบบทุนนิยม

เนื่องจากอดัม สมิธ เป็นต้นตำรับของการรวมหลอมสิ่งต่างๆ มาเป็นแนวคิดของเศรษฐกิจระบบทุนนิยม จึงขอย้อนกลับไปดูว่ายังมีอะไรซึ่งคนทั่วไปอาจไม่ค่อยรู้โดยเฉพาะผู้ที่กล่าวหาว่าทุนนิยมนั้นชั่วช้าถึงขั้นสามานย์ ผู้ที่ย้อนไปดูแนวคิดและการปฏิบัติตัวของอดัม สมิธ จะพบ 3 สิ่งที่สำคัญยิ่งคือ

(1) 17 ปีก่อนที่เขาจะเขียนหนังสือเรื่อง The Wealth of Nations เขาได้เขียนหนังสือชื่อ The Theory of Moral Sentiments ขึ้น หนังสือเล่มนี้เป็นกรอบแนวคิดด้านจริยธรรมซึ่งมีความสำคัญยิ่งต่อการทำงานของระบบทุนนิยม (2) อดัม สมิธ วิตกกังวลเรื่องการบูชาเงิน การผูกขาดและการฮั้วกัน เพราะมันจะสร้างความเลวร้ายให้ระบบทุนนิยม และ (3) เขามีความกตัญญูและความเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ มีความซื่อตรงและดำเนินชีวิตตามหลักของความพอประมาณซึ่งวิวัฒน์ต่อมาเป็นฐานของแนวเศรษฐกิจเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง

หากนำเอาความจริงของสิ่งที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ แนวคิดและวิวัฒนาการด้านต่างๆ ดังที่กล่าวถึงมารวมกัน มันคงบ่งชี้อย่างแจ้งชัดว่า ถ้าผู้ใช้ระบบทุนนิยมปฏิบัติไปตามหลักที่อดัม สมิธคิดไว้ ยึดกฎเกณฑ์ของมันอย่างเคร่งครัด และปฏิบัติตัวตามที่เขาเองทำ ระบบทุนนิยมจะไม่ก่อให้เกิดความชั่วร้ายจนได้สมญาว่าเป็นระบบที่สามานย์เลย แต่ความชั่วช้าสามานย์มาจากคน โดยเฉพาะในเมืองไทยจะเห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่มักไม่ทำตามกฎเกณฑ์ของสังคมและปฏิบัติตัวในแนวสมถะ เช่น อดัม สมิธ

เรื่องนี้ถ้าจะขยายคงต้องเน้นความชั่วร้ายของชนชั้นปกครองที่ฉ้อฉล มีผลประโยชน์ทับซ้อน และร่วมหัวกันฮั้วกับฝ่ายเอกชนเพื่อปล้นสังคมที่คนส่วนใหญ่ตามพวกเขาไม่ทัน ความชั่วร้ายนั้นมาพัฒนาถึงขั้นสุดยอดในระหว่างที่ นช.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงกับมีการขนานนามการกระทำความเลวทรามอย่างเป็นระบบของเขาว่า “ระบอบทักษิณ” ระบอบนี้แสนชั่วร้ายและได้แทรกซึมเข้าไปในสังคมไทยจนทั่วทุกหัวระแหงแล้ว ฉะนั้น แม้ นช.ทักษิณ จะตายไป แต่ความชั่วร้ายก็จะยังคงอยู่หากคนไทยยังไม่พยายามช่วยกันกำจัดมันชนิดขุดรากถอนโคน กระบวนการเมืองใหม่ให้คำมั่นสัญญาว่าจะทำ ณ วันนี้กระบวนการเมืองใหม่มียุทธการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นหรือยัง?

โดยสรุป ถ้ากระบวนการเมืองใหม่สามารถกำจัดความชั่วช้าสามานย์ออกจากกมลสันดานของคนไทยบางคนได้โดยเฉพาะของผู้ที่อยู่ในระบอบทักษิณ ระบบทุนนิยมในเมืองไทยจะไม่มีความสามานย์เหลืออยู่ ในทางกลับกันหากคนยังสามานย์ ทุกระบบย่อมสามานย์ซึ่งไม่เว้นแม้กระทั่งศาสนาที่ว่าแสนประเสริฐ เรื่องนี้มีตัวอย่างให้เห็นเป็นประจำแบบตำตาอยู่แล้วมิใช่หรือ?

Wednesday, November 25, 2009

วงจรเยอรมัน


ผมได้รับทุนการศึกษามาเรียนในเยอรมันอย่างที่เคยคาดฝันไว้ตอนเลิกคาดฝัน นี่ก็เข้าปีที่สองแล้ว
ภาษาเยอรมันเป็นภาษายาก เหมือนเรียนคณิตศาสตร์ ปัญหาของคนคิดเยอะคือไม่กล้าพูดเพราะกลัวผิด
ดังนั้นถ้าจะพูดภาษานี้อย่ากลัวผิด เพราะมันผิดแน่นอนแต่ค่อยๆแก้ไป

เรียนโทกฎหมายในเยอรมันต่างจากการเรียน ป.โทในที่อื่น คือ ที่นี่จะจับเราเรียนกฎหมายใหม่หมด
ทั้งแพ่ง อาญา มหาชน ซึ่งสำหรับผมก็สนุกดี เหมือนได้ทบทวนพื้นฐานทางนิติศาสตร์
โดยเฉพาะกฎหมายแพ่งเป็นกฎหมายที่มีเนื้อหาและศิลปะกฎหมายแฝงอยู่ภายในมากมาย
เนื่องจากเป็นกฎหมายที่ตกทอดมาเป็นพันๆปีตั้งแต่สมัยโรมัน กฎหมายอาญาของเยอรมันก็สนุกดี
นักศึกษาไทยได้เปรียบเพราะเรามีอาจารย์ที่จบจากทั้งฝรั่งเศสและเยอรมัน โดยเฉพาะ ท่าน ศ.ดร.คณิต ณ นคร
ที่เขียนตำราอาญาไทยด้วยสำเนียงความคิดแบบเยอรมัน ผมเลยสบายไปเยอะ มหาชนก็สนุกดี แต่เนื่องจากเยอรมัน
เป็นสหพันธรัฐดังนั้นหลักการในแบ่งอำนาจกันของสหพันธ์ กับรัฐต่างๆจึงค่อนข้างซับซ้อน นักศึกษาที่เป็นเพื่อนต่างชาติ
ค่อนข้าง งงๆเพราะส่วนใหญ่มาจากรัฐเดี่ยว เช่นพวกยุโรปตะวันออก ละตินอเมริกา และก็จีน

คนเยอรมันเป็นคนคิดเยอะ ละเอียดถี่ถ้วน จนบางครั้งแอบเหนื่อยแทน
อย่างว่าคุณลักษณะของแต่ละชาติก็เป็นตัวกำหนดโลกทัศน์ชีวทัศน์อันเป็นเอกลักษณ์ของเขา
ผมเคยแอบคิดว่า ถ้าผมรู้กฎหมายเยอรมันเยอะๆ ผมจะต้องวางมันไว้ข้างตัว ไม่เอามาใส่ในหัว
เพราะถ้าผมกลับเมืองไทย ผมอาจบ้าได้ เพราะแอบพกไม้บรรทัดไปตัดสินผิดที่ผิดทาง

ผมมีอาจารย์สอนมหาชน ชื่อ ดร.เอาเลเน่อ รูปร่างลักษณะเห็นแล้วนึกถึง ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ที่ผมเคารพรัก
เวลาแกถามแล้วไม่มีใครตอบได้ แกจะร้อง วู้ๆๆๆ มีใครอยู่ไหม พวกคุณอยู่ไหนกันหมด เวลาแกยิ้มหัวเราะก็น่ารักดี
เอกลักษณ์การสอนของอาจารย์ในเยอรมัน คือ พูดเร็ว พูดไม่หยุด ไม่มีช่องไฟ เหมือนรถยนต์เมอซีเดสลองติดเครื่องแล้ว
ก็เหยียบกันมิด จนกว่าจะถึงที่หมาย

ตอนนี้ผมเริ่มกำหนดทิศทางการศึกษาของตัวเอง โดยจะเน้นการศึกษาและทำวิทยานิพนธ์ทางด้านกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจ
ที่เยอรมันเรียกว่า กฎหมายปกครองทางเศรษฐกิจ กฎหมายปกครองในไทยส่วนใหญ่จะเน้นกฎหมายปกครองในลักษณะที่เข้าไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพของประชาชน แต่กฎหมายปกครองทางเศรษฐกิจเน้นทางด้านการสร้างสวัสดิการ การควบคุมตลาดให้สมดุล การดำเนินกิจการของรัฐในทางเศรษฐกิจ อันที่จริงแล้วมันก็เป็นกฎหมายปกครองนั่นแหละ แต่มันเน้นกฎหมายปกครองในฐานะผู้ให้มากกว่าผู้เข้าไปจำกัดสิทธิและเสรีภาพ ตอนนี้เลยต้องมาอ่านหนังสือแนวเศรษฐศาสตร์การเมืองในเรื่องแนวคิดทางเศรษฐกิจกระแสหลัก ทั้งสำนักฮาวาร์ด ชิคาโก้ ไฟร์บวก ซึ่งกำลังครองกระแสความคิดในการกำหนดนิตินโยบายทางเศรษฐกิจทั้งในพรมแดนกฎหมายเอกชน เช่น กฎหมายการแข่งขันทางการค้า กฎหมายผูกขาด แต่ในทางมหาชน จะเน้นบทบาทของรัฐในการเข้าไปแก้ไขความบกพร่องของตลาดผ่านกลไกของรัฐ

ตอนนี้เลยต้องทำตัวเป็นทุนนิยม เพื่อเข้าใจทุนนิยม

แต่จุดยืนของผมยังไม่เปลี่ยนแปลง ครับ

มนุษย์นิยมสาย NGO เช่นเดิม

รู้เขารู้เรา ร้อยรบมิรู้พ่าย
แต่สุดท้ายก็ตายกันหมด

สุดท้ายของไว้อาลัยแด่ ลุงหมัก ที่รักของทุกคน

ลุงหมัก ลุงที่มีครบรสแห่งความเป็นคน

จงไปสู่ สุขคติ เทอญ

Monday, October 19, 2009

ตันตระ


ธรรมชาติเสกสรรค์พลังงานอยู่ในกายใจเราหลากหลาย
พลังงานที่ผ่านสมองออกมาทางการคิดการเขียน ถูกเรียกว่า พลังปัญญา
พลังงานที่ผ่านมาทางความโกรธ ความชอบ ความหลง เรียกว่า พลังทางอารมณ์

เมื่อเราแลมองสรรพสิ่ง การเบ่งบานของดอกไม้ การเติบโตของเหล่าสัตว์ การเคลื่อนที่ไปของสรรพชีวิต
การก่อกำเนิดขึ้นของลูกหลาน เราจะพบว่า มีพลังงานที่เคลื่อนไหวอยู่เบื้องหลัง คือ พลังงานทงเพศ

พลังงานเป็นของกลาง ไม่ว่าจะผ่านมาทางใด และถูกตั้งชื่อว่าอะไรมันก็คือพลังงาน

ขณะที่เราคิด หากเรารู้ว่ามันคือพลังงานชนิดหนึ่ง เราจะเป็นอิสระจากมัน
หากเราตื่นขึ้นจากความคิดได้ เราจะพบภาวะที่อยู่เหนือความคิด
ขณะที่เราชอบ โกรธ หลง หากเราตระหนักถึงพลังแห่งอารมณ์ เราจะเป็นอิสระจากมัน
หากเราตื่นขึ้น เราจะเป็นอิสระจากอารมณ์เหล่านั้นและโบยบินไปสู่ความว่างเปล่าที่สมบูรณ์
แล้วเหตุไฉนขณะที่เรามีเพศสัมพันธ์ เราจะตื่นรู้ไม่ได้ เพราะในขณะที่พลังงานไหลเวียนหากเราตื่นรู้
เราจะพบท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล

ชายหญิง หากไร้ชื่อเรียก มันคือ ภาวะการรวมตัวกันของพลังงาน
แต่ชาย และหญิง เราถูกตัดแบ่งออกจากความเป็นหนึ่งเดียว
ต้นไม้ไม่ถูกตัดแบ่งมันจึงสมบูรณ์และอายุยืน
การตัดแบ่งออกโดยธรรมชาติมันทำให้เราสัมผัสรับรู้แต่เพียงด้านเดียว
เราไม่อาจเข้าถึงพลังของอีกฝ่าย
จนถึงขั้นที่ไม่อาจหลอมรวมกันได้

เพศสัมพันธ์ที่ขาดการตระหนักถึงธรรมชาติอันไพศาล
และความเกี่ยวพันของพลังงานสองด้าน
มันจึงมีคุณค่าเทียบเท่าเพียงการพบปะกันของก้อนเนื้อ
และอารมณ์ความรู้สึกหยาบๆของพลังงานทางเพศ
โดยที่จิตวิญญาณสองด้านไม่อาจหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

เพศสัมพันธ์ของมนุษย์โดยทั่วไปจึงเป็นการพบปะอันผิวเผิน
ที่ต่างฝ่ายต่างใช้เพื่อสนองตอบความต้องการทางกายเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ธรรมชาติอันลึกล้ำจึงไม่อาจหลอมรวมเข้าเป็นหนึ่ง

แล้วอะไร คือ เครื่องขวางกั้น
แน่นอนไม่มีอะไรกั้นกายของคู่รักให้มามีเพศสัมพันธ์ได้
แต่สิ่งที่เข้ามากางกั้นส่วนใหญ่สิงสถิตย์อยู่ในความรู้สึกของเราเอง

ความรู้สึกที่ถูกวางเงื่อนไขจากสังคม หรือจากองค์กรศาสนา
ก็ในเมื่อหากเรายึดติดกับความคิดใดหรือแบบปฏิบัติใดที่ชอบกล่าวหาว่า
เพศสัมพันธ์เป็น บาป แล้ว การยึดติดนั้น คือ สิ่งที่ควรปล่อยวางมิใช่หรือ

ด้วยเหตุนี้ ณ ขณะที่เพศสัมพันธ์เกิดขึ้น หากจิตใจมีกรอบขอบเขตบางเบา
โอกาสที่พลังงานบริสุทธิ์ของทั้งสองฝ่ายจะได้หลอมรวมย่อมเกิดขึ้น
สิ่งเหล่านี้ยากนักที่จะได้สัมผัส หากเราไม่ได้ตื่นรู้จากกรอบที่ขังหัวใจเราไว้

ณ ขณะที่เรามีเพศสัมพันธ์
เรายอมรับด้วยหัวใจที่เปิดกว้างถึงพลังอีกด้าน
การหลอมรวมย้อมเกิดขึ้น
ณ ขณะนั้นเราจะได้สัมผัสถึงพลังงานที่เป็นหนึ่ง
และเมื่อเราเข้าใจ และตื่นรู้ ด้วยสมาธิ
พลังงานจะถูกแปรรูปไปสู่สภาวะสูงสุด
หรือ นิพพาน

นั่น คือ ตันตระ

ตันตระ คือ หนทางแห่งการนำมนุษย์ไปสัมผัสกับ ความเป็นหนึ่งของธรรมชาติ

เพศสัมพันธ์ แท้จริง มิใช่ ความสัมพันธ์ของชายหญิง แต่เป็นความสัมพันธ์ของ ชาย กับธรรมชาติ ผ่านผู้หญิง
และเป็นความสัมพันธ์ของผู้หญิงกับธรรมชาติ ผ่านผู้ชาย

ชายหญิงในตันตระ จึงเป็นเพื่อนกันทางจิตวิญญาณที่หลอมรวมพลังทั้งหมด

เพื่อเดินผ่านไปสู่ อนันตภาวะ ความรัก ความอิ่มเต็มทางจิตวิญญาณอย่างที่สุด

...........

ฉันผู้โง่เขลา โหยหิว และอ่อนแรง
เธอผู้เจ็บปวดและอ่อนล้า

เรา คือ ผู้จาริกแสวงบุญเพื่อพบอนันตภาวะ

เราจะหลอมรวมเข้าด้วยกัน

เพื่อเรียนรู้ภาวะแห่งความเป็นหนึ่ง

เพื่อตื่นรู้สู่นิรันดรภาพ

Thursday, September 24, 2009

ในความเงียบ


ตอนเด็ก ผมเคยป่วย จำได้ว่าครั้งหนึ่งปวดหัวมาก จนผมคิดกับตัวเองว่า
ผมมาอยู่ที่ไหนกัน ผมอยากออกไปจากที่นี่ มันเหมือนผมเป็นคนอีกคน มาอาศัยอยู่ในร่างกายอันแสนปวดร้าว
และอยากจะลุกออกไป แต่มันออกไปไม่ได้

ผมเคยรู้สึกโกรธ ทรมาน สำหรับผมมันทรมานมาก มันไม่ได้เจ็บปวดที่ร่างกาย
แต่มันเจ็บปวดไปทั่วทั้งความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลที่อยู่ภายใน
ผมใช้ทุกวิถีทางเพื่อบรรเทาความร้อนที่หมุนจี๋อยู่
มันทุกข์ทรมานแทบไม่มีทางออก ผมไม่เข้าใจว่าทำไมเราต้องมาอยู่ในที่ที่ทรมานแห่งนี้ด้วย

แน่นอนผมไม่ได้มองโลกแง่ร้ายขนาดนั้น ภายใต้ร่างกายและจิตใจมีพื้นที่และวิธีมากมายที่เราจะแสวงหาความสุขได้
การได้กินอาหารอร่อย เครื่องดื่มที่ดี เบียร์ เหล้า การได้ฟังดนตรีที่ดีมีสุนทรียรส การได้ดมน้ำหอม กลิ่นสุคนธ์ของดอกไม้และเครื่องหอม การได้เห็นภาพที่สวยงามทั้งภาพของผู้คนและทัศนียภาพ การได้รับสัมผัสที่นุ่มนวลพอใจ ตลอดจนการเสพรสอักษรหรือความรู้สึกที่ชุ่มชื่นหัวใจ ทั้งหมดเป็นหนทางที่เราแสวงหาได้ไม่ยากนัก ตามกำลังทรัพย์ กำลังสติปัญญา อันหลากหลาย

แน่นอนที่สุด ผมเป็นมนุษย์ธรรมดาที่หลงไหลเพลิดเพลินไปกับรสเหล่านั้น
โดยใช้ประสาทสัมผัสที่มี ทั้งทางกายและใจ

แต่หลายครั้ง ที่ผมอยู่คนเดียว นั่งมองสิ่งต่างๆพร้อมกับความอึดอัด
ใจสั่งการให้ผมทำอะไรบางอย่าง แต่ในขณะนั้นไม่มีปัจจัยมาสนองตอบได้
มันกลายเป็นกิจกรรมนอนดูเพดานในบางช่วง
มันคล้ายหนังเรื่อง lost in translation

.........

ในความเงียบ ของคืนนี้

ผมเห็นแขน และมือ ขยับไปบนแป้นพิมพ์
ใจที่หยุดนิ่ง มึนชา ผมไม่รู้ว่าผมจะแสวงหาอะไรได้อีก
ความสุขแบบเดิมๆ ช่างสั้นเหลือเกิน
ความรักบางทีก็หวานและมันก็ปวดร้าวได้เช่นกัน
ผมไม่กินเหล้ามานานมาก ผมรู้สึกว่ามันไม่อร่อยอีกแล้ว
ผมยังสูบบุหรี่อยู่ บางทีอาจเป็นสิ่งน้อยสิ่งที่ผมยังรู้สึกว่ามันเป็นเพื่อนผมได้
ผมรู้สึกว่าผมไม่มีเพื่อน แต่ผมก็เฉยๆ ไม่ได้ต้องการใคร ทั้งๆที่สมัยก่อนผมมีเพื่อนเยอะแยะ
ทั้งเพื่อนกินและเพื่อนตาย แต่ผมรู้สึกว่าไม่มีใครช่วยผมได้จริงๆสักคนและคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ผิดอะไร

บางสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันคือร่างกายและความรู้สึกที่ยึดโยงอยู่ภายใน

ลมหายใจเข้าออก ความอุ่น เนิ้อหนัง ความรู้สึกหลากหลายเกาะกุมเข้ากันอยู่

ผมยังอยู่ในที่เดิม

ถูกกักขังไว้ ในโลกไร้ฤดูกาล

ผมไม่ได้ดิ้นรนจะออกไป เพราะผมดิ้นจนหมดแรง

ร่างกาย จิตใจ ในความเงียบ ซึ่งอันที่จริงไม่ควรมีอะไรมาอธิบายเพราะแสดงว่ามันไม่เงียบจริง
แต่จะทำไงได้ ภาษามันมีไว้สื่อสาร

...............

ในความเงียบ

ร่างกายยังทำงานของมันไป

จิตใจยังดิ้นกุกกักไม่พักผ่อน

ผมรู้สึกถึงมัน
ในความเงียบ